Thursday, 8 February 2018

An Open Letter to My Polish Counterpart

Dear Ł,

January 2018 marks a new beginning, but at the same time it is a phase for reflection of the past that often comes with a realisation. One of the events that triggered my memory is about you, a guy who I met out of unconventional circumstances.

<< Thai version available below / ภาษาไทยด้านล่าง >>

I am a firm believer that all people come into our lives for a reason. Often times, we learn from them through their behaviours and actions, regardless of their intentions, whether noble or corrupt. Some are destined to pass through for a brief moment, while the others are meant to stay. But we all know that life is unexpected and uncontrollable, especially those you could encounter, most of the time it happens by faith and law of attraction. While humans cannot control faith, we have the power to make our own decisions and how we act upon them. What decisions you make are entirely up to you; and from that you are in control of your own destiny.

Pamme's self-portrait, February 2018

As forceful and dominant as I am in work and business, when it comes to love and relationship, I tend to put my guard down and go with the flow (even though you would still argue that I am aggressive, demanding, and always expecting things to go my way, but trust me, I have made my effort to chill). I want to share with you my version of the story; a moment in my life when I met an ambitious guy, who blew my mind, and was able to capture me for a while in the state of euphoria.

You were 29 years old when we first met, a native Londoner of half Polish-Thai ethnicity, an aspiring engineer who graduated from University College London (UCL) with a unique life story and a passion for his career. Listening to you talk was so fascinating; a great smile and a handsome face were just the icing on the cake. Criteria-wise you were my type, ticking all the important boxes and I was pretty sure I caught your eye too. It was an algorithm match made in heaven.

We met many times over the span of four months, each time spending no less than five to six hours on average. Clearly, there was something there, and I felt gratified. We often talked until the restaurant reached closing time; moved to a bar, and kept talking until we were the last couple standing. When we parted, I would think of you and caught myself smiling every time I was alone.

By the third date, my gut feeling told me something was off, but we continued seeing each other anyway. I had the choice to end it and considered this countless of times, following my instinct I should have stopped it, but I kept it going anyway. Why? Merely because you were rationally the right fit.

During the fifth date, things got awkward between the both of us and I did not hear from you for two weeks. I honestly had no intention of contacting you, I knew from our previous conversations that you had plans to visit your parents in London, but once you were back, you texted me again asking if I wanted to “hang”. At the time I was not sure if I should reply at all. It took me a couple of hours before I replied, “Why do you want to see me again?” I asked the question bluntly and directly, I had to know the reason. You later clarified the reason you were awkward was because you have been seeing another girl. I was not surprised because I knew way before, and it was fine – I accepted it. Then you told me you wanted us to be friends, and I quote, “I want a friend… not another girl I will forget about.”

Lunar Eclipse, February 2018

The next time, we met at a rooftop and we just talked. It was friendly and casual as we agreed. I found myself much more relaxed as I was not expecting anything. My time with you was totally stress free. I felt like I had escaped to a faraway place overlooking the cityscape, yet isolated from the busy cosmopolitan city. Not once did I take out my phone; I was absolutely engaged in our conversation, and I was cut off from the world and all social media. I was living the moment.

A couple of days later, you wanted to meet again, sudden and abrupt as usual, but this time it was different than the last. This time you changed your mind, you wanted us to be friends with benefits. It could have worked out. The moment was right, but in reality, it all went wrong. You called me a lonely only child; spoiled, selfish and that I am a part of Beyoncé’s Independent squad, A Survivor, the reason why I am a Single Lady. At least you were direct and honest about how you felt about me.

I listened and reflected, but dealing with harsh comments are never easy; naturally they are designed to hurt feelings and destroy self-esteem despite the intentions, and I felt uncomfortable. If I learnt anything from my past experiences, personal strength is one of them, a skill much needed to overcome such accusations, and self-enrichment arose from the end of the comfort zone. I had to educate myself the hard way, it helped me grow emotionally as an individual. Things happen for a reason, and whether one wanted to live, learn and elevate, or stay the same – the choice was ours.

The best is yet to come,


<< Thai version / ภาษาไทย >>


ถึง Ł

มกราคม ปี 2018 เป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ ในขณะเดียวกัน มกราคมยังเป็นช่วงเวลาแห่งการคิดทบทวน และตกผลึกเรื่องราวที่ในอดีต หนึ่งในเรื่องที่ฉันนึกถึง คือเรื่องของเธอ ชายที่ฉันพบในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะปกตินัก...

คนทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเราด้วยเหตุผลอันใดอันหนึ่งไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด หลายครั้งเราเรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพฤติกรรม และการกระทำของเขา บางคนถูกชะตากำหนดให้ได้มีเวลาด้วยกันสั้นๆ บางคนถูกกำหนดให้อยู่ด้วยกันตลอดไป มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ เพราะชีวิตมันไม่เคยมีอะไรแน่นอน และไม่มีใครควบคุมมันได้ โดยเฉพาะว่าเราจะพบเจออะไร และกับใคร... หลายครั้งมันเป็นเรื่องของโชคชะตา และกฏแห่งแรงดึงดูด มนุษย์เราไม่สามารถควบคุมชะตาฟ้าลิขิตได้ แต่เราควบคุมใจตัวเองได้...

เวลาทำงาน ฉันอาจจะเป็นคนดุดันสักหน่อย แต่ในเรื่องความรัก ฉันพยายามทำตัวสบายๆ (ถึงเธอจะเถียงว่าฉันก้าวร้าว หัวรั้น และเอาแต่ใจ แต่เชื่อเถอะว่าเวลาที่ฉันอยู่กับเธอ ฉันชิลแล้ว) ฉันขอเล่าเรื่องราวของเราในมุมมองของตัวเองบ้าง เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายที่มีความทะยอทะยาน คนที่เคยทำให้ฉันรู้สึกเหมือนลอยได้ และตกหลุมรักอยู่ชั่วขณะหนึ่ง...

ตอนที่เราพบกันครั้งแรก เธออายุ 29 ปี ลูกครึ่ง ไทย-โปแลนด์ ที่เกิด และโตที่ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เธอยังเป็นวิศวะกร ที่จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง University College London (UCL) ที่มีเรื่องราวมากมายในชีวิตที่ทั้งแตกต่าง และน่าสนใจ และเธอยังเป็นคนที่มุ่งมั่นกับงานได้อย่างน่าประทับใจ ใครที่ได้ฟังเรื่องของเธอเป็นต้องปลื้มเธออย่างแน่นอน หน้าตาที่คมเข้ม และรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ของเธอดูจะเป็นเพียงแค่องค์ประกอบส่วนเล็กๆเท่านั้น เธอดูจะตรงสเปกของฉันไปหมด และฉันก็แน่ใจว่าฉันก็เป็นสเปกของเธอเหมือนกัน มันเหมือนการจับคู่อัลกอริทึมที่ฟ้าประทานลงมาให้

เราพบกันหลายครั้งตลอดระยะเวลาสี่เดือน การเจอกันแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าห้าถึงหกชั่วโมง ทำให้ฉันรู้สึกว่าระหว่างเรา มันคงมีอะไรบางอย่าง ฉันมีความสุขมากทุกครั้งที่ได้เจอเธอ บ่อยครั้งที่เรามักจะคุยกันจนร้านอาหารปิด ไปหาร้านนั่งต่อที่ไหนสักแห่ง และนั่งคุยกันจนเหลือเราเป็นคู่สุดท้าย เมื่อเราแยกจากกัน ฉันจะคิดถึงเธอ และมักจะแอบยิ้มกับตัวเองบ่อยๆเวลาที่เพลงโปรดของเราดังขึ้นมา

เมื่อเข้าเดตที่สาม มีบางอย่างเปลี่ยนไป เธอไม่เหมือนเดิม แต่เราก็ตกลงที่จะเจอกันเรื่อยๆ ความจริงตั้งแต่ตอนนั้นฉันคิดอยู่หลายครั้งว่าฉันควรจะเลิกกับเธอ สัญชาติญานมันบอกแบบนั้น แต่ฉันก็ยังดื่อ ทำไมนะเหรอ? ก็เพราะฉันเชื่อว่า ด้วยพื้นฐานการศึกษา และประวัติของเราสองคนที่เหมาะสมกัน มันต้องไปด้วยกันได้ดีแน่ๆ

เมื่อถึงเดตที่ห้า มันมีเรื่องบางอย่างที่ทำให้เราทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดใจ หลังจากครั้งนั้น เราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยเป็นเวลาสองอาทิตย์ เป็นช่วงที่เธอกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ ลอนดอน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉันไม่คิดที่ติดต่อเธออีกเลย และฉันก็ไม่ได้คาดหวังให้เธอติดต่อฉันด้วย เมื่อเธอกลับมา จู่ๆเธอกลับส่งข้อความมาหาฉัน และบอกว่าอยากจะเจอฉัน ตอนนั้นฉันมีสองทางเลือกคือ ตอบ กับ ไม่ตอบ ฉันครุ่นคิดอยู่หลายชั่วโมง และในที่สุดก็ตัดสินใจตอบ โดยถามเธอกลับไปว่า ทำไมเธอถึงอยากจะเจอฉันอีก? ฉันตั้งใจถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะฉันต้องการอยากจะรู้คำตอบจริงๆ เธอตอบฉันว่า ครั้งที่แล้วที่ทำตัวแปลกๆ เป็นเพราะเธอคบกับผู้หญิงอีกคนนึงอยู่ด้วย เมื่อฉันได้อ่านคำตอบของเธอ ฉันไม่แปลกใจเลย เพราะฉันรู้อยู่แล้ว ฉันเข้าใจ ฉันรับได้ (หมายเหตุ: การคบหาดูใจกับหลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย สำหรับสังคมฝรั่ง ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการ เดต คือการลองคบแบบยังไม่ได้ตกลงเป็นแฟนอย่างจริงจัง) หลังจากนั้นเธอบอกฉันว่า ฉันอยากเป็นเพื่อนกับเธอ... ไม่ใช่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่เดี๋ยวฉันก็ลืม

ครั้งต่อไปเรานัดกันที่ดาดฟ้า แห่งหนึ่ง เรานั่งคุยกันสบายๆตามภาษาเพื่อนอย่างที่เราได้เคยตกลงกัน ฉันรู้สึกผ่อนคลายที่ไม่ต้องคาดหวังอะไร เวลาที่ฉันอยู่กับเธอความเครียดของฉันหายไปหมด ทั้งๆที่เรากำลังมองไปยังแนวตึกสูงของเมืองที่วุ่นวาย แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนหลุดพ้นจากโลกนั้น ขณะที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่มีเลยสักครั้งที่ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ทุกๆวินาทีฉันโฟกัสมันอยู่กับเธอ และบทสนทนาของเรา เหมือนว่าถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งหมดทั้งมวล I was living the moment.

อยู่มาวันนึงเธอนัดเจอฉันอีกครั้ง มันเป็นการนัดที่กะทันหันไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ แต่ที่ต่างคือใจของเธอ คราวนี้เธอขอที่จะเป็นมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน ซึ่งจริงๆมันน่าจะลงตัว สถานการณ์ทุกอย่างดูจะเป็นใจ แต่ในความเป็นจริงทุกอย่างมันดูจะผิดไปหมด... เธอเรียกฉันว่า เด็กลูกคนเดียวขี้เหงา เอาแต่ใจตัวเอง และเห็นแก่ตัว เธอยังเรียกฉันว่าแฟนคลับ Beyoncé ที่มีลักษณะเป็น Independent Woman (สาวมั่นใจ) และเป็น A Survivor (สาวแกร่ง) เพราะเหตุนี้ฉันจึงยังเป็น a Single Lady (สาวโสด) เอาเถอะ อย่างน้อยเธอก็กล้าที่จะพูดในสิ่งที่เธอคิดอย่างตรงไปตรงมา...

ฉันฟังอย่างตั้งใจ และเอาคำเหล่านั้นมานั่งทบทวน หลายครั้งการที่คนเราได้ฟังความเห็นที่ตรงไปตรงมาแบบนั้น อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ง่ายเสมอไป ส่วนมากคำเหล่านี้ถูกธรรมชาติออกแบบมาเพื่อให้ปั่นทอนจิตใจ ทำลายความมั่นใจ และทำร้ายความรู้สึกของผู้ฟังโดยเฉพาะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม ฉันก็รู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ฉันได้ยิน แต่ถ้าฉันได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาบ้าง สิ่งนั้นก็คือการมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ทักษะที่จำเป็นในการผ่านพ้นอุปสรรค และความอัดอั้นตันใจ ความอึดอัดเหล่านี้แหละจะช่วยทำให้เราเกิดปัญญา เพราะมันแปลว่า เรากำลังจะหลุดออกจากจุดสบายของเรา ฉันเชื่อว่าประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้เราเติบโตขึ้น ถึงฉันมักจะเรียนรู้มันในวิธีที่อยากหน่อยก็ตาม

เรื่องทุกเรื่องเกิดขึ้นด้วยเหตุ และผลของมันเสมอ การตัดสินใจที่จะอยู่ ยอมรับมัน และพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับมัน หรืออยู่เหมือนเดิม การตัดสินใจอยู่ที่เรา



หมายเหตุ: เนื่องจากต้นฉบับเรื่องนี้ถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และได้นำมาแปลเป็นภาษาไทยในภายหลังเพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน หากแปลผิดพลาดอย่างไรต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ เนื่องจากผู้เขียนรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลยากมาก ด้วยบริบทของตัวเองเรื่องเอง หรือจะเป็นอารมณ์ที่เดิมสื่อเป็นภาษาอังกฤษที่แปลตามพจนานุกรมแล้วไม่ค่อยจะโดนใจผู้เรียนเท่าไหร่ จึงเหมือนต้องเขียนใหม่ทั้งหมดเป็นภาษาไทย แต่อย่างไรก็ได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ขอให้สนุกกับเรื่องราวนี้ค่ะ


No comments

Post a comment

Blogger Template Created by pipdig